การตลาดเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำธุรกิจ โดยเฉพาะกับสตาร์ทอัพ ถ้าทำวิธีที่ถูกก็สามารถเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจอย่างมหาศาล กลับกัน ถ้าทำผิดวิธี.. ก็แทบไม่ต่างกับโยนเงินเป็นฟ่อนๆลงในกองไฟ หรือที่สำนวนไทยเรียกว่า ตำพริกละลายแม่น้ำ เพราะเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กต้องเป็นทุกอย่างที่ธุรกิจต้องการ ซึ่งมันยากมากที่คนๆหนึ่ง หรือหุ้นส่วนกลุ่มๆหนึ่งจะเข้าใจความประหลาดของธรรมชาติการตลาดและการขายทั้งหมดได้ ถ้าคุณไม่ใช้คนที่เกิดมาเป็นนักขายโดยธรรมชาติ แต่อย่าเพิ่งกลัว เรามีทริคดีๆ 7 ทริคสำหรับสตาร์ทอัพ ที่จะช่วยให้คุณขายสินค้าได้มากขึ้น เจาะตลาดได้ดีขึ้น และเสียเงินให้น้อยลงได้ มาบอกให้ฟังกัน!

 

7 ทริค ทำการตลาดสตาร์ทอัพให้ถูกทาง!

 

1. ฟังลูกค้าของคุณ
จะรู้จักลูกค้าของคุณได้ ก่อนอื่นคุณต้องฟังพวกเขาก่อน ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร ไม่ใช่อนุมานเอาเอง แน่นอนว่าบางครั้งเหตุผลที่ลูกค้ามอบให้ว่าทำไมต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ อาจจะฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผลซะเลย ซึ่งมันก็อาจจะจริง นั่นอาจจะไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง แต่ผลลัพธ์แล้ว ลูกค้าถูกเสมอ เช่นลูกค้าอาจบ่นมาว่ากล่องแพคเกจของสินค้าไม่สวย แต่แท้จริงเหตุผลคือถือหิ้วลำบาก แต่สุดท้ายสิ่งที่คุณควรปรับปรุงก็คือกล่องแพคเกจอยู่ดี

2. ทำการตลาดก่อนที่สินค้า/ผลิตภัณฑ์จะพร้อม
หลายธุรกิจมักจะรอให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของตัวเองเสร็จสมบูรณ์แบบก่อนแล้วจึงทำแคมเปญ ทำการโฆษณา และทำการตลาด ซึ่งนั่นอาจเป็นข้อผิดพลาดใหญ่ก็ได้ เพราะหลายธุรกิจเองก็มักคาดหวังที่จะขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ให้เร็วเท่าที่จะเร็วได้เช่นกัน แต่ถ้ายังไม่มีคนรู้จักสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ อุปสงค์ (Demand) ก็ไม่มีน่ะสิ ฉะนั้นเราควรจะทำการตลาดไว้ล่วงหน้าก่อนเพื่อดึงดูดกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพจะเป็นลูกค้าของเราให้เกิดความสนใจ

3. คิดนอกกรอบ
สตาร์ทอัพย่อมเดินคู่กันมากับคำว่าคิดนอกกรอบ และความสร้างสรรค์อยู่แล้ว ธุรกิจสมัยก่อนยังไม่มีเสิร์ชเอนจิ้น ยังไม่มีโซเซียลมีเดีย และไม่มีอินเตอร์เน็ต ฉะนั้นธุรกิจแต่ละธุรกิจจึงมักมีแผนการดำเนินธุรกิจคล้ายๆกัน แต่สมัยนี้แล้ว ยิ่งกับธุรกิจสตาร์อัพแล้วด้วย หากสิ่งที่คุณทำมีเอกลักษณ์มากพอจะให้คนจดจำ นั่นก็แปลว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

4. ทดสอบให้เร็ว ผิดพลาดให้ไว
การตลาดที่คุณไม่สามารถรู้ผลลัพธ์ได้ว่าออกมาดีหรือไม่ดีเท่าไหร่ กระตุ้นยอดขายได้มั้ยนั้น เท่ากับการตลาดที่ล้มเหลว แน่ล่ะ คุณอาจจะใช้เงินเพื่อโฆษณาบางอย่าง และเห็นยอดขายขยับขึ้นมานิดหน่อยช่วงเดียวกับที่โฆษณาออกอากาศ แต่คุณจะมั่นใจได้ยังไงว่าเป็นผลมาจากโฆษณา มันอาจเป็นเพราะเหตุผลอื่นก็ได้ อาจเป็นช่วงซีซันที่ทุกซีซัน ยอดขายจะกระเตื้องขึ้นมาอยู่แล้ว และเดือนถัดไปตกไปอยู่ที่เดิมก็ได้

ฉะนั้นหากคุณจะใช้เวลาและเงินกับแคมเปญการตลาดสักตัว ทำให้แน่ใจว่าคุณสามารถวัดผลลัพธ์ได้ อาจจะด้วยวิธีใช้หลากหลายแคมเปญที่แตกต่างกัน ในแต่ละพื้นที่ และเทียบยอดขายดู จากนั้นก็โละแคมเปญที่ไม่ได้เรื่องออกไปซะ!

5. โฆษณาจากหลายๆแหล่ง
อย่างที่กล่าวไว้ข้อก่อนหน้า การที่ทดสอบแคมเปญการตลาดต่างๆด้วยการใช้หลายๆ แคมเปญนั้น มีข้อดีตรงที่ว่า   จะได้เห็นเลยว่าแคมเปญไหนนั้น มีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งหลายๆครั้ง มันจะไม่ใช่แค่แคมเปญเดียวหรอกที่ได้ผล แต่เป็นการผสมผสานจากหลายๆ แคมเปญต่างหากที่ช่วยให้ยอดขายคุณกระเตื้องขึ้น เพราะลูกค้าไม่ได้ถูกซื้อใจง่ายขนาดที่ว่าได้ยินโฆษณาทางวิทยุครั้งเดียวก็อยากซื้อสินค้าของคุณ แต่ที่สนใจเป็นเพราะ ได้ยินโฆษณาทางวิทยุ เห็นในเสิร์ชเอนจิ้น เจอรีวิวในเว็บพันทิป เห็นป้ายโฆษณา หลายๆอย่างประกอบกันต่างหาก

6. ประชาสัมพันธ์
นอกจากการทำการโฆษณาแล้ว การประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้ถึงแบรนด์ ถึงบริษัทของคุณก็เป็นเรื่องสำคัญ การโฆษณานั้นมีอายุของมันเอง เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง หากไม่มีโฆษณาออกมาเพิ่ม ผู้คนก็จะลืมเลือน และหันไปสนใจสินค้าคู่แข่งแทน แต่การประชาสัมพันธ์นั้นคงกระพันกว่า เป็นตัวตัดสินว่าคุณมีเครดิตทางสังคมมากแค่ไหน ยิ่งคนรู้จักมาก ได้ออกรายการโทรทัศน์ ได้ลงนิตรสาร แม้ตัวธุรกิจคุณจะยังไม่มีอะไรเลย ผู้คนก็จะเชื่อไปก่อนแล้ว ว่าธุรกิจของคุณมีศักยภาพ  โดยหัวใจของการประชาสัมพันธ์ คือ ความต่อเนื่อง และโดนใจลูกค้า

7. ให้พื้นที่ลูกค้าได้สื่อสาร
จะเว็บบอร์ด จะเพจเฟสบุ๊ค เว็บบริษัท ไอจี หรือทวิตเตอร์ก็ได้ทั้งนั้น ที่ต้องมีพื้นที่ให้ลูกค้าได้กล่าวถึงบริษัทหรือสินค้าและบริการของคุณ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้ายก็ตาม เพราะว่าหากไม่มีช่องทางให้ติดต่อแล้ว ลูกค้าจะรู้สึกเหมือนความคิดเห็นและความรู้สึกของพวกเขาไม่มีค่า จำไว้ให้ดี แม้แต่ลูกค้าจะเข้ามาด้วยอารมณ์โมโหรุนแรง ไม่พอใจ ก็ยังถือว่าเป็นผลดี เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่คุณจะได้แสดงให้ลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายคนอื่นๆ เห็นว่า คุณพร้อมจะรับผิดชอบและทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เป็นโอกาสที่จะประชาสัมพันธ์ธุรกิจของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นนั่นเอง