Saving money concept preset by Male hand putting money coin stack growing business. Close up of hand on sunset background, money concept, Business Finance and Money concept, Save money for prepare in the future. money silhouette.

เดี่ยวนี้มีโค๊ชมาสอนเราว่าให้ออมเงิน 10% ของรายได้ และนำไปลงทุน และเห็นเพื่อนๆ คุยกันว่าตอนนี้กำลังทยอยซื้อกองทุนรวมทุกเดือนเพื่อเก็บสะสมไว้ใช้ตอนเกษียณ ได้กำไร 7-10% ต่อปี พอไปฟังอีกคนหนึ่งก็กำลังปล่อยเช่าที่พักให้กับคนต่างชาติ เพื่อนคนอื่นๆ กำลังเอาเงินไปลงทุนโน้นนี่นั่นเต็มไปหมด ในขณะที่เราได้แต่ฟังแล้วก็ถอนหายใจแล้วคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีเงินใช้ถึงสิ้นเดือนนี้ ภาระหน้าที่ก็เต็มไปหมด เห้อ!!! ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ตอนนี้ต้องมีเรื่องรีบใช้เงิน ไม่อย่างนั้นหมุนเงินไม่ทันชีวิตลำบากแน่ๆ มันก็น่าแปลกนะที่เรากับเพื่อนมีเงินเดือนไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แต่ทำไมมีเงินเก็บถึงแตกต่างกันหละ คิดแล้วกลุ้ม​ T T เรามาดูกันเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เผื่อทุกท่านจะนำไปปรับใช้กันครับ

เริ่มจากการตรวจสอบรายจ่ายของเราก่อน

ทุกวันนี้มีใครรู้หรือไม่ว่าคุณใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ทำไมเงินไม่เคยเหลือเลยหละ ก่อนอื่นเรามาทำบัญชีกันก่อนดีกว่า จะได้รู้ว่าเราได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แต่การทำบัญชีไม่ได้ทำเฉยๆ นะ แต่ต้องนำมาวิเคราะห์และ “ควบคุมรายจ่าย” ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นของเรา ไม่ฉะนั้นเงินทองของเราไหลออกมาจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเลี้ยงตัวเองในอนาคตเลย

ใครที่บ่นว่าตัวเองมีรายจ่ายเยอะ น่าจะเขียนออกมาว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง เช่น ค่าเช่าบ้าน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเดินทาง ค่าท่องเที่ยว เลี้ยงเพื่อน เลี้ยงลูกน้อง ดูหนัง ค่าเกมส์ ค่าของเล่น ค่าช้อปปิ้ง ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเต็มไปหมดขนาดนี้จะไปลดส่วนไหนดีหละ ก่อนอื่นเริ่มที่เดือนหน้าเลยว่าใช้จ่ายอะไรไปเท่าไหร่ จดให้ละเอียดเลยนะครับ จะได้รู้ว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง

แยกและลดรายจ่ายของเรา

หลายคนอยากลดรายจ่ายเพื่อจะได้มีเงินเหลือมากขึ้น ออมเพื่อลงทุนมากขึ้น ในขณะที่บางคนมีรายจ่ายเยอะ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตัดทิ้งตรงไหนดี ก็เลยเลือกอันที่ใกล้ตัวที่สุดก่อน นั่นคือ เน้นกินประหยัด ด้วยการซื้อมาม่ากินทุกวัน แต่ถ้า กินทุกวันแบบนี้อาจจะเสียเงินค่าดูแลสุขภาพที่มากขึ้นกว่านะ ทางที่ดีเราควรแยกรายจ่ายออกเป็น 2 แบบ แล้วเริ่มต้นที่รายจ่ายที่เราจัดการได้ก่อน นั่นก็คือ

1. รายจ่ายคงที่

  • เป็นรายการที่เราจะต้องจ่ายทุกเดือน ไม่ว่าจะใช้มากหรือน้อยก็จ่ายเท่าเดิม เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่าห้องพัก ค่าผ่อนรถยนต์ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ซึ่งจะตัดทีเหมือนต้องตัดใจยอมขายบ้าน ขายรถเลยทีเดียวจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่อาจจะต้องตัดเมื่อจำเป็น แต่เราไปดูข้อที่สองกันก่อนเลย
  • วิธีลดรายจ่ายคงที่ของแต่ละแบบนั้นแตกต่างกัน เช่น
    • การผ่อนรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์นั้นจะต้องจ่ายค่างวดเท่ากันทุกเดือน ไม่สามารถโป๊ะหนี้เพื่อให้หมดเร็วๆ ได้ ในขณะที่การผ่อนบ้าน เราสามารถรีไฟแนนซ์ได้เมื่อครบกำหนด 3 ปี หรือผ่อนต่องวดมากกว่าที่ตกลงไว้ เพื่อจะได้หมดหนี้เร็วๆ ประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้
    • ค่าเช่าห้องพัก ราคาถูกหรือแพงนั้น ควรเปรียบเทียบกับค่าเดินทางและความสะดวกอื่นๆ ประกอบกันด้วย บางครั้งเช่าที่พักราคาถูก แต่ต้องเดินทางไกลมาทำงาน รวมแล้วค่าใช้จ่ายไม่ต่างกับเช่าที่พักราคาแพงใกล้ที่ทำงานก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเอาหรูแต่เกินตัวโดยไม่ได้มีประโยชน์ในการเดินทางนะ ไม่งั้นไม่มีข้าวกินไม่รู้ด้วย!!

2. รายจ่ายไม่คงที่ (จัดการส่วนนี้ก่อน)

  • เป็นรายจ่ายที่ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา “ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายมาก” เช่น ผ่อนบัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ากิน ค่าเดินทาง ท่องเที่ยว ของเล่น โหลดแอพ ซื้อเกมส์ ค่าสมาชิฟิตเนส เข้าสปา เลี้ยงเพื่อน ฯลฯ
  • วิธีลดรายจ่ายไม่คงที่ ที่เห็นผลชัดเจนมาก คือ การประหยัดและการตั้งงบ อาจจะมีการกำหนดเลยว่าจะลดค่าช้อปปิ้ง ของเล่น เกมส์ เลี้ยงเพื่อน เท่าไหร่บ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเกินจำเป็นทั้งสิ่น ส่วนค่าโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ลองหาแพ็คเกจที่ตอบโจทย์และราคาเหมาะสมดู ตัวอย่างเช่น
    • ใช้น้ำไฟอย่างประหยัด อาจจะมีการเปลี่ยนแอร์หรือหลอดไฟเพื่อลดรายจ่ายระยะยาว
    • เลือกแพ็กเกจมือถือให้เหมาะกับการใช้งานของเรา
    • เปลี่ยนจากโทรเสียเงินมาโทรผ่าน FB หรือ Line
    • เปลี่ยนวิธีการชำระค่าบริการ (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรฯ) จากเคาน์เตอร์ที่เสียค่าธรรมเนียม มาเป็นแบบออนไลน์ที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม
  • ตั้งงบการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยการเรียงลำดับตามความจำเป็น ตั้งมาเลยว่าแต่ละเดือนจะใช้งบเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลายความเครียด ปาร์ตี้กับเพื่อนเท่าไหร่ เช่น เดือนละ X% ของรายได้ ถ้าเรื่องที่จะต้องใช้เงินมันมากกว่าเงินที่มี เราควรเรียงลำดับตามความจำเป็นก่อนหลัง หากใช้เงินส่วนนี้หมดแล้วก็เลื่อนไปซื้อในเดือนต่อไป แต่ถ้าเงินเหลือเราก็นำไปออมเพิ่มขึ้นได้ ออมได้เยอะก็มีโอกาสรวยเร็วขึ้นนะครับ
  • ถ้าทำหลายทางแล้วยังไม่ได้ผล แนะนำวิธีสุดท้าย คือ ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไป ให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็น เช่น ค่ากินและค่าเดินทาง ที่จะทำให้เราเดินทางไปทำงานได้เท่านั้น

การวางแผนรายจ่ายสำคัญไม่แพ้การหารายได้ ตอนนี้เราจะเห็นภาพรวมของรายจ่ายมากขึ้นว่าเงินแต่ละบาทของเราหมดไปกับอะไรและเท่าไหร่บ้าง ถ้าเราต้องการปรับลดค่าใช้จ่าย ควรเริ่มทำสิ่งที่เราจัดการได้ก่อนที่รายจ่ายไม่คงที่เพราะทำง่ายกว่า หลังจากนั้นค่อยตัดรายจ่ายคงที่ต่อไป

นำเงินที่เหลือมาเก็บออม

เมื่อเราทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการวางแผนรายจ่ายสำเร็จแล้ว เรื่องใหญ่ๆ อย่างการออมก็ทำสำเร็จได้ไม่ยาก ถ้าเรามีรายจ่ายลดลง จะเหลือเงินออมเลย แต่อย่าลืมนะเมื่อวางแผนเสร็จแล้วตัดเงินออมก่อนจ่ายเลยนะครับ จะได้มีเงินออมเท่ากันทุกเดือน

เก็บเงินสำรองเลี้ยงชีพ

เมื่อเริ่มมีเงินออม ผมอยากแนะนำให้ทุกคนเริ่มเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ก่อนเลย 6 เดือนถึง 1 ปี นะครับ เพราะถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ป่วย เกิดอุบัติเหตุ จำไม่สามารถทำงานได้ หรือว่าถูกไล่ออกกระทันหัน เรามีเงินสำรองฉุกเฉินไว้พิงหลังไว้ จะไม่เครียด เอาสติไปคิดแก้ไขปัญหานะครับ โดยคนที่ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉินผมเน้นว่าควรเก็บทุกอาชีพนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครทำงานเอกชน หรือฟรีแลนซ์ เงินก้อนนี้ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งเลยครับ

นำเงินออมมาลงทุน

ออมอย่างเดียวคงเอาชนะเงินเฟ้อไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าเราฝากธนาคารเดี่ยวนี้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ไม่มีทางเอาชนะเงินเฟ้อแน่นอน ซึ่งเงินเฟ้อปัจจุบันขึ้น 3-5%  แล้วแต่สินค้า เห็นมั้ยครับยิ่งออมเงินยิ่งลด ถ้าแบบนี้ลองหาลงทุนในกองทุนรวม สลากออมสิน ประกันชีวิตออมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ฯลฯ แต่ก่อนจะลงทุนอย่าลืมศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนนะครับ เพราะความเข้าใจจะสามารถลดความเสี่ยงของคุณได้