Top view of Golden egg standing out from white eggs on nest in wicker basket with concept of uniqueness different and on yellow bokeh background and include path copy space

 Money Managementหรือจะเรียกว่า การบริหารหน้าตัก หมายถึงการบริหารจัดการเงินทุนของคุณเพื่อจัดการระหว่างความเสี่ยงกับผลกำไรโดยการทำ Money Management คือการวางแนวทางในการบริหารเงินทุนของคุณ โดยมีการกำหนดในส่วนของ กำไร ว่าต้องการที่เท่าใด หรือการขาดทุนว่าเราจะ cut loss ที่ตรงไหนอย่างไร การวางเงินในแต่ละการลงทุน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องของ Money Management ทั้งสิ้น การการใช้ Money Management สามารถใช้ได้ทั้งการลงทุนธุรกิจ การเทรดหุ้น และการเทรดฟอเรกซ์ ถ้าคุณชาดการวางแผนทางการเงินที่ดีนั่นเท่ากับคุณจะขาดแผนการรับรองที่ดี และในที่สุดคุณก็จะขาดทุนนั่นเอง

Hands of business women in composition to belong to business

 

หัวใจสำคัญข้อที่ 1 : แนวคิดและความสำคัญของ Money Management

  • ผมกล้าพูดได้เลยว่า Money Management นี่แหละครับ คือ สิ่งที่ทำให้เทรดเดอร์อย่าง ๆ เราอยู่รอดได้ในตลาด Forex
  • ถึงแม้การมีกลยุทธ์ที่ดีจะเป็นสิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์อย่างเรา ๆ ต้องมี แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การบริหารเงินทุนในพอร์ต เพราะ เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเทรดให้ถูกทุกครั้ง
  • ถ้าคุณศึกษาศาสตร์การเทรดจนถึงระดับนึงจะรู้ทันทีว่า เราไม่จำเป็นต้องเทรดให้ถูกต้องทุกครั้ง เราก็สามารถทำเงินในตลาด Forex ได้ครับ (จะ 100%, 200% ฯลฯ ก็แล้วแต่) การจะทำอย่างนี้ได้ คุณต้องรู้จักการบริหารพอร์ตครับ
  • เทคนิคหนึ่งที่ทำให้คุณอยู่รอดในตลาดได้ก็ คือ คุณต้อง ปิดประตูเจ๊งพอร์ตของคุณไปเลย!!  (Avoid Risk of Ruin)
  • ความเจ็บปวดของเทรดเดอร์นั้นมีด้วยกัน 2 ข้อ ข้อแรก คุณหวังว่าจะชนะ แต่คุณกลับแพ้ ข้อที่สอง คุณขาดทุนมากกว่าที่คุณคิดเอาไว้
  • ปัญหาข้อแรกนั้น เราแก้ไขไม่ได้ เพราะ อย่างที่ผมบอกไปว่า “เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเทรดถูกทุกครั้ง การเคลื่อนไหวของราคามันขึ้นกับตลาด” แต่คุณเลือกที่จะเข้าใจมันได้ และทำให้การขาดทุนในแต่ละครั้งไม่กระทบกับพอร์ตของคุณ เพื่อรอจนกว่าครั้งต่อ ๆ ไปคุณจะเป็นฝ่ายชนะ
  • ปัญหาข้อที่สองนั้น เราแก้ไขได้ 100% ครับ เพราะ การเปิด Order แต่ละครั้งนั้น มันขึ้นกับคุณล้วน ๆ คุณเป็นคนกำหนดว่า คุณจะเปิดกี่ Lot และ ถ้าหากโดน Stop Loss จะให้การ Stop Loss ในครั้งนั้นเสียเท่าไร
  • ดังนั้น เราจะแก้ไข 2 ปัญหานี้ได้ ก็ต้องรู้จักการใช้ Money Management ครับ

หัวใจสำคัญข้อที่ 2 : R Value สิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องมี

  • R Value มีชื่อเต็มคือ Risk Value แปลง่าย ๆ ก็คือ จำนวนเงินที่คุณสามารถเสียได้ในแต่ละครั้งที่เทรด 
  • R Value นี้จะเรียกว่า Risk per Trade ก็ได้ครับ ความหมายเดียวกัน
  • คำถามสำคัญก็คือ จะหายังไง ? จริง ๆ แล้วมีหลักการหลายแบบครับ แต่ผมจะแนะนำวิธีการที่ผมใช้ให้กับทุกท่าน
  • R Value ผมขอเรียกสั้น ๆ ว่า R นะครับ ตัวผมใช้ R = 5% ของทุก Order
  • R = 5% หมายความว่าไง ? หมายความว่า ทุกครั้งที่ผมจะเทรด ผมจะลงเงินไปเสี่ยงเท่ากับ 5% ของพอร์ต
  • ตัวอย่างเช่น สมมติพอร์ตผมมี 10,000 $ ถ้าผมบอกว่า R = 5% นั่นแปลว่า Order ที่ผมจะเปิดแต่ละครั้งมีความเสี่ยง 5% ของ 10,000 $ ซึ่งเท่ากับ 500 $ นั่นเองครับ กรณีของผม ผมใช้ Model แบบ Fixed Risk คือ Risk ไม่เปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่เทรด
  • ในกรณีนี้ ถ้าผมเทรดเสีย ผมจะเสียได้ทั้งหมด 20 ครั้ง หลักคิดมาจาก เสียครั้งละ 500 $ x 20 ครั้ง จะเท่ากับ 10,000 $
  • ถ้านำหลักการของ Money Management ไปใช้ร่วมกับ กลยุทธ์การเทรด เป็นไปได้ยากมากที่ผมจะเทรดแล้วล้างพอร์ต นั่นก็เพราะ ผมต้องเสียติดกันถึง 20 ครั้ง ถึงจะล้างพอร์ต ถ้ากลยุทธ์ที่ผมใช้แม่นเพียง 50% ผมก็ทำกำไรและไม่ล้างพอร์ตแล้วครับ
  • เห็นไหมครับว่า ข้อดีของการมี R Value นั้นมันช่วยให้เราเหนื่อยน้อยลง และ เกิดความเครียด ความกลัวน้อยลง ด้วย
  • ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ผมต้องการจะบอกอะไร ? ผมต้องการจะบอกว่า ถ้าคุณไม่มี R Value ของตัวเอง เทรดมั่ว ๆ ไป เทรดเสียครั้งนึงเงินหายไป 20% ของพอร์ต คุณจะเสียได้แค่ 5 ครั้ง คุณก็ล้างพอร์ต
  • ในตลาด Forex การ Stop Loss 4-5 ติดกันนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และจะยิ่งแย่กว่าก็คือ ถ้าหากในแต่ละครั้งคุณขาดทุนหนักขนาดนี้ จิตใจของคุณจะเกิดความกลัว อยากจะเอาคืน และสุดท้ายคุณจะตัดสินใจผิดพลาด ทำให้การขาดทุนเพิ่มมากขึ้นไปอีก
  • ดังนั้น คุณต้องมี R Value ของคุณครับ เพราะ มันจะช่วยให้คุณอยู่รอดได้ครับ (ส่วนที่มาของ R Value ที่ผมใช้ว่าทำไมถึง 5% ขอไม่กล่าวในบทความนี้นะครับ เพราะ เราคงพูดกันยาวเลย)

หัวใจสำคัญข้อที่ 3 : เทคนิคการ Position Size

  • Position Size จะเป็นตัวบอกว่า “คุณต้องเปิดกี่ Lot” หากคุณเข้า (Entry) และตั้ง Stop Loss ตามที่คุณต้องการ
  • เทคนิคการ Position Size จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ คุณมี Risk per Trade แล้ว ครับ
  • ตัวอย่างเช่น ผมต้องการ Buy คู่เงิน EURUSD แล้วผมตั้ง Stop Loss ที่ 500 จุด (50 pips) คำถามก็คือ ผมต้องเปิดกี่ Lot เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงของผมเกินจากที่ผมกำหนดในแต่ละ Order ที่เทรด ?
  • วิธีคิดก็ไม่ยากครับ ใช้ตามสูตรนี้ได้เลย Lots = Risk per Trade/points  
  • จากตัวอย่างจะได้ว่า Lot ที่ผมต้องเปิด = 500 $ / 500 points = 1 Lot นั่นเองครับ
  • เพียงเท่านี้ Order EURUSD ของผมก็มี ความเสี่ยง ที่ 5% ตามที่ผมกำหนดไว้แล้วครับ เห็นไหมครับว่า ความเสี่ยงนั้นเราสามารถกำหนดได้ว่าจะเอาเท่าไร ในกรณีที่เกิด Stop Loss
  • สิ่งที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจ ก็คือ Money Management ต้องใช้คู่กับ Method (กลยุทธ์การเทรด) เสมอ เมื่อคุณมีการ Manage พอร์ตที่ดี และ มีกลยุทธ์ที่ใช้จนชำนาญ 2 สิ่งนี้ จะทำให้คุณอยู่รอดได้ในตลาด Forex ส่วนที่เหลือ คือ ความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการเทรด การพัฒนาตัวเองให้ก้าวสู่การเป็นเทรดเดอร์ชั้นเซียนครับ

หัวใจสำคัญข้อที่ 4 : รู้จัก Position Management  

  • Position Management จะค่อนข้าง Advance สำหรับเทรดเดอร์ครับ ดังนั้นผมจะสรุปให้ฟังคร่าว ๆ ว่ามันคืออะไรนะครับ ขอไม่ลงลึกในหัวข้อนี้ เพราะ ไม่งั้นคงต้องพูดกันยาวเลย
  • Position Management เป็นหลักการเพิ่มกำไร ให้กับ Order ที่เราเปิด จริง ๆ มีหลายวิธี แต่วิธีที่ผมใช้ จะเรียกว่า Scaling in หรือ Pyramiding
  • วิธีเหล่านี้ จะทำให้ความเสี่ยงเราเท่าเดิม (หรือไม่มีเลย) แต่กำไรมากขึ้นได้ แม้ว่าระยะ Take Profit จะเท่าเดิม
  • พูดง่าย ๆ ก็คือ หลักการนี้เป็นการ ลด Risk แต่เพิ่ม Reward นั่นเองครับ
  • สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ ผมแนะนำว่าให้เริ่มจากการหา R Value ของตัวเองให้เจอ และใช้ Position Size ก่อน เท่านี้ก็ทำกำไรในตลาด Forex ได้แล้วครับ เทคนิคขั้นสูง ๆ นั้น พอเราชำนาญแล้ว ค่อยมาฝึกฝนทดลองใช้จะดีกว่า จะได้เกิดการ Focus ครับ

สรุป ทั้ง 4 ข้อเป็นหัวใจสำคัญของ Money Management ที่สำคัญกับเทรดเดอร์ทุกคนครับ สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยให้เราอยู่รอดได้ในตลาด Forex ทำให้เราสามารถอยู่ทำกำไรได้นาน ไม่ล้างพอร์ตไปซะก่อน สำหรับวิธีที่ผมให้ทุกท่านไปนั้นเป็นวิธีที่ผมใช้ แต่หากเทรดเดอร์ท่านใดไม่สะดวกที่จะใช้ตามวิธีที่กล่าวข้างต้น สามารถเปลี่ยนวิธีได้เลยครับ เพราะ การ Money Management มีหลายวิธี ไม่ได้จำกัดแค่วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือ วิธีไหนดีที่สุด หลักคิดก็คือ วิธีที่ดีที่สุด คือ วิธีที่เหมาะกับเราที่สุดครับ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องโต้แย้งกันว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีไหน เพราะ ถึงแม้อีกวิธีจะดีกว่า (นิดหน่อย) แต่คุณใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถนัด พอใช้แล้วขาดทุน คุณก็จะบอกว่าวิธีนั้นไม่ได้ผล สู้ใช้วิธีที่ถนัดที่สุด ใช้แล้วสบายใจ จะดีกว่าครับ