risk management

การประกันชีวิต คือ การที่เราซื้อกรมธรรม์ตามความต้องการไว้กับบริษัทประกันที่สัญญาว่าเมื่อเราเกิดอุบัติเหตุ หรือโรคร้ายทำให้เราถึงแก่ชีวิต ทางบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้กับคนข้างหลังเรา  ซึ่งหมายถึงบุคคลภายในครอบครัว  หรือบุคคลที่เราระบุว่าหากเราเสียชีวิตไปแล้วบุคคลใดจะเป็นผู้รับเงินสินไม่จากการเสียชีวิตของเรา ตามที่ระบุไว้ในสัญญา หรือหากครบสัญญาที่กำหนดแล้วยังไม่เสียชีวิต บริษัทจะนำเงินพร้อมผลประโยชน์ที่ระบุไว้มาคืนให้กับผู้ทำประกันตามประเภทของประกันชีวิต ซึ่งสัญญาประกันชีวิตนี้มีลักษณะเป็นรูปเล่มเรียกว่า “กรมธรรม์ประกันชีวิต”

การประกันภัย คือ การบริหารความเสี่ยงอย่างหนึ่ง  โดยการเอาความเสี่ยงภัยจากเราไปสู่บริษัทประกันภัยแทน  หากความเสียหายเกิดขึ้นบริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่ได้รับความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยนั้น โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระเบี้ยประกันให้แก่บริษัทตามที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งการประกันภัยนั้นบริษัทประกันจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ประกันทรัพย์สิน ประกันวัตถุ ประกันรายได้ หรือประกันสิ่งของ บริษัทจะรับผิดชอบด้วยการจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินในสัญญา

risk management

ลักษณะผลประโยชน์ของประกันชีวิตและประกันภัยนั้นมีความแต่ต่างกันอย่างชัดเจน เพราะการประกันภัยนั้นมีเพื่อบรรเทาความเสียหายของทรัพย์สินซึ่งสามารถหามาทดแทน หรือซ่อมแซมให้กลับมาได้  แต่ประกันชีวิตนั้นไม่สามารถทดแทนหรือคืนชีวิตได้ ดังนั้นการซื้อประกันชีวิตจีงเปรียบได้กับการจ่ายเงิินสะสมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบสัญญาและได้เงินคืนตามเงื่อนไขของสัญญา หรือหากตายก่อนที่ครบกำหนดสัญญาก็ได้รับเงินตามที่สัญญาคุ้มครอง ส่วนการประกันภัยเป็นการจ่ายเงินครั้งเดียวและจะคุ้มครองภัยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้นโดยไม่มีเงินคืน

ประกันชีวิต ประกันภัย
การประกันชิตจะจ่ายเงินเอาประกันเต็มจำนวนมอบให้แก่ผู้รับผลประโยชน์หรือทายาท เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตลง แต่หากผู้เอาประกันไม่เสียชีวิตก็จะได้รับชำระเบี้ยเต็มจำนวนที่สัญญากำหนด การประกันวินาศภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่จะไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันที่ได้ตกลงกันไว้ เช่นหากทำประกันรถยนต์เว้ที่วงเงิน 100000 บาท ถ้าเกิดอุบัติเหตุซ่อมไป 50000 บาท ประกันจะจ่ายให้จำนวน 50000 บาท แต่ถ้ามีการซ่อมถึง 120000 บาท ประกันก็จะจ่ายเพียง 100000 บาทเท่านั้น
จะคุ้มครองบุคคลที่ระบุตามสัญญาเท่านั้น ความคุ้มครองสิ่งไม่มีชีวิต หรือสิ่งที่ทำประกัน เช่น บ้าน รถ อาคาร เรือ เป็นต้น
เมื่อสิ้นสุดสัญญา จะคืนเงินตามที่ตกลงไว้ในสัญญา สิ้นสุดสัญญาจะไม่มีการคืนเงิน
ความคุ้มครองจะมีตลอดสัญญา ตราบที่ผู้เอาประกันได้ส่งเบี้ยครบจำนวนตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญา สัญญาจะคุ้มครองปีต่อปี หากปีใดไม่ส่งเบี้ยประกันถือว่าขาดความคุ้มครอง หากขึ้นอุบัติภัยขึ้น จะไม่ได้รับการคุ้มครอง
เบี้ยประกันชำระเป็นรายงวด ซึ่งแบ่งออกเป็น รายปี รายหกเดือน สามเดือน หรือรายเดือน เบี้ยประกันภัยจะชำระเป็นรายปีเท่านั้น
มีระยะเวลาผ่อนผัน เช่นเมื่ถึงกำหนดวันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ต้องชำระเบี้ย บริษัทจะมีระยะเวลาผ่อนผันโดยทั่วไป 30 วัน ถือว่ากรรมธรรม์ยังไม่ขาดผลบังคับ ไม่มีระยะเวลาผ่อนผัน เนื่องจากเป็นการประกันภัยปีต่อปี หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีการชำระเบี้ยเพิ่มถือว่ากรรมธรรม์ขาดการบังคับ
เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เบี้ยประกันภัยไม่สามรถนำไปลดหย่อนภาษีได้
เบี้ประกันชีวิตจะคงที่ตั้งแต่วันที่ผู้เอาประกันทำสัญญา เบี้นประกันวินัศภัยจะเป็นเบี้ยที่ปรับตามความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับประวัติการเคลม เมื่อเคลมบ่อยบริษัทจะปรับเปลี่ยนเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นในปีถัดไป
การมีส่วนได้เสียในสัญญาประกันชีวิต แม่ส่วนได้เสียจะหมดไปตอนสัญญามีผลบังคับ เช่น สามีทำประกันมอบผลประโยชน์ให้ภริยา แม้มีการหย่ากัน ถ้าไม่มีการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ ก็ถือว่าภริยายังสามารถเรียกร้องผลประโยชน์ได้ การมีส่วนได้เสียของสัญญาประกันวินาศภัย ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียระหว่างที่ภัยเกิดขึ้น เช่น เมื่อทำประกันรถยนต์ไว้แล้วต่อมาขายรถไป หากรถยนต์คันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุก็จะไม่สามารถเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยได้