แลกเปลี่ยน exchange

การแลกเปลี่ยน หมายถึง การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่มบุคคล หรือระหว่างสถาบันต่างๆ   ในอดีตการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเนื่องจากคนเรามีความต้องการบริโภคสินค้าและบริการเป็นจำนวนมากกว่าความสามารถที่ตนเองผลิตได้  การแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในอดีตส่วนใหญ่
จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำสิ่งที่ได้จากการแลกเปลี่ยนไปบริโภค อุปโภค มากกว่าเพื่อนำไปใช้ในการผลิตหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้นและมีวัตถุประสงค์เพื่อนำสิ่งที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนไปใช้ในการผลิตและเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆมากขึ้น
ประเภทของการแลกเปลี่ยน

         การแลกเปลี่ยนแบ่งออกได้เป็น 2ประเภท   คือ การแลกเปลี่ยนโดยการแลกของต่อของ  และการแลกเปลี่ยนโดยมีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

1.การแลกเปลี่ยนโดยการแลกของต่อของ   เป็นการนำสิ่งของหรือสินค้าที่แต่ละบุคคลเป็นเจ้าของมาแลกเปลี่ยนกัน การแลกเปลี่ยนรูปแบบนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมโบราณ เช่น การนำข้าวไปแลกปลา   การแลกเปลี่ยนแบบนี้มีปัญหาหลายประการ   อาทิปัญหาด้านความต้องการไม่ตรงกัน   ปัญหาด้านอัตราการแลกเปลี่ยน   และปัญหาด้านการขนส่งจึงแก้ปัญหาโดยมีการใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

       2.การแลกเปลี่ยนโดยมีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน   เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยใช้สิ่งที่สังคมยอมรับเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน   สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมีลักษณะแตกต่างกันในสังคม  และมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย  สิ่งที่สังคมยอมรับว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนอาจเป็นสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น  เปลือกหอย  ขนสัตว์โลหะ  ทองคำ   โลหะเงิน   หรือสิ่งที่มนุษย์ผลิตได้ในแต่ละยุคแต่ละสมัย เช่น  ผลิตผลทางการเกษตร  กลอนประตู  เหรียญ ธนบัตร  และเอกสารรูปแบบต่างๆ

   องค์ประกอบสำคัญในการแลกเปลี่ยน

การแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการคือการเสนอซื้อ   การเสนอขาย    และการตลาด

     1.การเสนอซื้อ  หรือที่เรียกเป็นศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ว่า  อุปสงค์  หมายถึง  ความต้องการของบุคคล

หรือของสถาบันเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการ โดยมีความสามารถที่จะซื้อและมีความเต็มใจที่จะจ่ายในระดับราคาต่างๆในระยะเวลาหนึ่ง

     2..การเสนอขาย  หรือที่เรียกเป็นทางศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ว่า  อุปทาน หมายถึง  การเสนอขายขายสินค้าหรือบริการ  โดยบุคคล   กลุ่มบุคคล   หรือสถาบัน  ในระดับราคาต่างๆ ในระยะเวลาหนึ่ง  โดยปกติการเสนอขายสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งจะมีมาก-น้อยแค่ไหน  ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ   อาทิ   ระดับราคาของสินค้าหรือบริการชนิดนั้น   ต้นทุนการผลิตหรือบริการนั้น   และฤดูการผลิต

3.ตลาด  หมายถึง   สถานที่มีการตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน เช่น

ตลาดสด    ตลาดนัด   และหมายถึง  ภาวะที่มีการตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ  โดยผู้ซื้อไม่จำเป็นที่จะต้องมาเจอกัน  ณ  สถานที่ใด เช่น   การตกลงซื้อชายสินค้าและบริการทางโทรศัพท์   ทางไปรษณีย์ หรือผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

“แทนที่จะใส่คนอื่นลงไปในที่ของพวกเขา เราต้องเอาตัวของเราใส่ลงไปในที่ที่พวกเขาอยู่!“

(Instead of putting others in their place, We must put ourselves in their place.)

คนเรามักปฏิบัติต่อผู้อื่นตามมุมมองที่เรามีต่อพวกเขา!

หากเรามองผู้อื่นจากมุมมองของเราเองเท่านั้น  เราอาจก่อเกิดปัญหาขึ้นโดยไม่รู้ตัว

วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เราต้องเรียนรู้ที่จะมองดูสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองหรือสายตาของคนอื่น ๆ ก่อนที่เราจะตัดสินใจ พูดหรือลงมือกระทำการใด เพราะจะปลอดภัยกว่า!

“กฎแห่งการแลกเปลี่ยน” มีคติที่น่าสนใจดังนี้

๑.โดยธรรมชาติ เราไม่ได้มองดูตัวเราเองและผู้อื่นจากมุมมองเดียวกัน –  ปกติคนเราจะมองดูตัวเองจากเจตนาของตนและตัดสินคนอื่นจากสิ่งที่พวกเขากระทำ  เราตัดสินตัวของเราเองโดยสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราสามารถทำได้ ในขณะที่คนอื่นตัดสินเราจากสิ่งที่เราได้ทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว! โดยธรรมชาติ เราพยายามมองดูตัวเองในเชิงบวกมากที่สุด ตราบเท่าที่เรายังรู้สึกซื่อตรงต่อคนอื่น เราถือว่าทุกอย่างนั้น โอ เค  ซึ่งเราควรให้สิทธิ์ที่จะคิดเช่นนี้แก่คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

เมื่อเราล้มเหลวในการมองดูสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของคนอื่น เรามักล้มเหลวในสัมพันธภาพที่มีต่อกัน ความขัดแย้งส่วนใหญ่ที่เราเจอะเจอในความสัมพันธ์มักมาจากการล้มเหลวในการมองสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของผู้อื่น ในเมื่อคนเราแตกต่างกันโดยธรรมชาติ โอกาสที่เราจะมองต่างมุมจึงเป็นเรื่องปกติ และคือที่มาของความขัดแย้งที่รออยู่เบื้องหน้า อย่างไรก็ตาม หากว่าเราได้พยายามอย่างสุดกำลังที่จะมองดูสิ่งต่าง ๆ จากสายตาของพวกเขา ปัญหาหรือความขัดแย้งทางความสัมพันธ์มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ก็จะไม่เกิดขึ้นหรือถ้าเกิดขึ้นมาแล้วก็แก้ไขได้ไม่ยาก!

๓. การรู้จักมองดูสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของผู้อื่น จะช่วยเราให้ประสบความสำเร็จในสัมพันธภาพที่มี  มีคติของนักขายที่น่าสนใจว่า …

     “ถ้าคุณอยากขายสิ่งที่คุณแดง(จะ) ซื้อ ให้คุณแดง คุณต้องมองดูคุณแดงผ่านสายตาของคุณแดง!”

      หากเราปฏิบัติตามกฎข้อนี้ เราก็น่าจะประสบความสำเร็จในการขายหรือในการนำเสนอมากกว่าที่ผ่านมา

     ดังนั้น อย่าลืม ที่คุณจะต้องเข้าไปอยู่ในที่ของคนอื่นให้ได้ก่อนแล้วคุณจึงค่อยตัดสินใจ พูดหรือทำสิ่งใดๆ!

    เราจะแลกเปลี่ยน (มุมมอง) กันได้อย่างไร?

     ๑. จงละจาก “ที่ของคุณ” และไปเยี่ยม “ที่ของพวกเขา” (Leave “You Place” and visit “Their Place”)    -มีสำนวนอีกสำนวนหนึ่งที่คล้ายคลึงกันว่า … “จงเอาตัวของคุณไปยืนอยู่ในรองเท้าของผู้อื่น” (put yourself in their shoes) คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อจะเปลี่ยนมุมมองของคุณจงรับฟังความกังวลใจของผู้อื่น ศึกษาวัฒนธรรมหรืออาชีพของเขา รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจหรือแม้แต่การไปเยี่ยมบ้านและสำนักงานของเขา สิ่งนี้จะทำให้คุณเข้าใจมุมมองของเขา และพบว่าสิ่งที่เขาพยายามทำ 9 จาก 10 ประการ มักเป็นการพยายามกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง!

     ๒. จงยอมรับว่า คนอื่นเขาก็มีมุมมองที่ถูกต้องใช้ได้ (Acknowledge That the other Person has a Valid View point.) คนเรามีระบบความเชื่อและประสบการณ์ส่วนตัวแตกต่างกันอย่างหลาก หลาย และซับซ้อน แม้เราจะพยายามมองดูสิ่งต่างๆ จากมุมมองของคนอื่น แต่ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งเราต้องยอมรับว่า อาจถูกต้องเช่นกัน และการยอมรับเช่นนี้จะช่วยขยายความคิดของเราให้กว้างขึ้น!

  ๓. ตรวจดูทัศนคติของคุณ (Check Your Attitude)โดยปกติแล้ว คนเราจะมองหาสิ่งที่แตกต่างกันมาเป็นข้ออ้าง หากว่าเขาไม่อยากจะเปลี่ยนแปลง แต่คนเราก็มักจะมองหาสิ่งที่คล้ายคลึงกัน(หรือสิ่งที่มีร่วมกัน) หากว่า เขาตั้งใจหรือเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง! เช่นกัน …ทัศนคติที่คุณมีจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคุณ!

 ๔. จงถามคนอื่นว่า พวกเขาจะทำอะไรในสถานการณ์อย่างที่คุณเป็น (Ask Others  What they Would Do in Your Situation.) หากเราเข้าอกเข้าใจกัน ปัญหาก็จะแก้ง่ายขึ้น และวิธีง่าย ๆ ที่จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นก็คือ ถามหรือหากคุณต้องการให้เขาเข้าใจคุณ วิธีง่าย ๆ ก็คือ “ขอ” หากคุณนำตัวของคุณเข้าไปอยู่ในที่ของคนอื่น แทนที่จะบังคับคนอื่นให้อยู่แต่ในที่ของพวกเขาเอง สิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีที่คุณมองชีวิตและมันจะเปลี่ยนวิถีชีวิตที่คุณดำเนินอยู่