รถยนต์” เป็นเป้าหมายของหลายๆ คน เนื่องจากการคมนาคมขนส่งสาธารณะของบ้านเรายังไม่ครอบคลุม และอำนวยความสะดวกให้บุคคลบางจำพวกได้ ทั้งทางด้านความจำกัดทางด้านเวลา และความสะดวกสบาย จนทำให้คนส่วนใหญ่หันมาคิดจะซื้อรถยนต์ส่วนตัวใช้กันเพื่อความสะดวกสบาย แถมยังมีเรื่องภาพลักษณ์ หรือหน้าตาทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ หลายคนซื้อรถจะพิจารณาแต่ความชอบ ความต้องการ และประโยชน์การใช้งานเป็นหลัก แต่ละเลยเรื่องของค่าใช้จาย หรือสิ่งที่ต้องเสียไป จนทำให้แบกรับภาระไม่ไหว ทั้งเรื่องของหนี้สิน และค่าใช้จ่าย จนกลายเป็นผลร้ายต่อการเงินส่วนตัวของตัวเอง หรืออาจจะทำให้ถึงขั้นส่งค่างวดไม่ไหว แต่ถ้าเราจะซื้อแล้ว ควรบริหารจัดการยังไงอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมา มาดูกันเลยครับ

1. ราคาและภาระหนี้สิน (ค่างวดผ่อนต่อเดือน)

ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องนำมาคิดคำนวนก่อนซื้อรถ เพราะถึงแม้เราจะสรุปได้แล้วว่า รถจำเป็นและมีประโยชน์กับเราจริงๆ แต่ถ้าซื้อหรือผ่อนไม่ไหว ยังไงก็ต้องยอมตัดใจ หรือยอมลดขนาดของรถยนต์ลงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายโดยมีหลักการคิดเบื้องต้นสำหรับการผ่อนรถง่ายๆคือ

– ถ้าจะซื้อรถด้วยเงินสด ราคารถไม่ควรเกินประมาณ 20% ของมูลค่าทรัพย์สินที่เรามี (เช่น ถ้าอยากซื้อรถราคา 600,000 บาทด้วยเงินสด เราควรมีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิ (หักหนี้แล้ว) ไม่ต่ำกว่า 600,000/0.20 = 3,000,000 บาท) เคยคิดกันแบบนี้บ้างมั้ยครับ!!!

– ถ้าจะซื้อรถด้วยเงินผ่อน เงินผ่อนต่อเดือน เมื่อรวมกับเงินผ่อนระยะสั้นอื่นๆ (เช่น หนี้บัตรเครดิต ผ่อนบ้าน ผ่อนรถคันอื่น ฯลฯ) ไม่ควรเกินประมาณ 30% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (เช่น เงินเดือน 40,000 ก็ไม่ควรผ่อนเกินเดือนละ 40,000 x 0.30 = 12,000 บาท ในกรณีที่ไม่มีหนี้สินระยะสั้นอื่นๆ) และถ้ามีหนี้บ้านด้วย ยอดเงินผ่อนหนี้สินทั้งหมดต่อเดือน (เงินผ่อนรถต่อเดือน + เงินผ่อนบ้านต่อเดือน + เงินผ่อนอื่นๆ) ไม่ควรเกินประมาณ 40% ของรายได้ต่อเดือน แต่การผ่อนต้องดูขนาดรายได้ของคุณด้วยนะครับ เพราะว่าเงินยิ่งเยอะโอกาสผ่อนยิ่งมาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายทั่วไปของเรายังคงเท่าเดิม

ซึ่งถ้าใช้วิธีคิดแบบนี้ โดยเอาเงินผ่อนที่เหมาะสมเป็นที่ตั้ง ก็จะทำให้เราคิดย้อนกลับไปได้ว่า ราคารถที่เหมาะสมที่เราซื้อได้ ควรจะเป็นเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้เราเลือกซื้อรถได้เหมาะสมกับฐานะ ไม่เกินตัว โดยวิธีคิดคือ

– ราคารถที่เหมาะสม = (เงินผ่อนต่อเดือน x จำนวนเดือนที่ผ่อน)/(1+ดอกเบี้ย) x %ยอดเงินกู้)

เช่น ถ้าเราผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 7,500 และจะผ่อน 6 ปี (72 เดือน) ดอกเบี้ยกู้รถอยู่ที่ 3.50% ต่อปี และจะกู้ 90% ของราคารถ (ดาวน์ 10%) ดังนั้น ราคารถที่เหมาะสม ไม่ควรจะเกิน (7,500 x 72)/[(1+0.035) x 0.90] = 579,710 บาท หรือประมาณ 580,000 บาท นั่นเอง

2. ค่าใช้จ่ายต่างๆ

การซื้อรถไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายค่ารถเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้ง ค่า พ.ร.บ., ประกันภัยรถยนต์, ค่าบำรุงรักษา, ค่าล้างรถ, น้ำมัน, ทางด่วน ฯลฯ ลงมาดูกันเลยครับว่าแต่ละค่านั้นคุณจะต้องเตรียมเงินในกระเป๋ากันอีกเท่าไหร่

– ค่าพ.ร.บ.และประกันรถยนต์ โดยค่าพ.ร.บ. จะอยู่ที่ประมาณ 600-1,200 ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทและการใช้งาน ส่วนประกันรถยนต์ ถ้าเป็นประกันชั้น 1 ก็ประมาณ 12,000 บาท ต่อปีขึ้นไป สมมติว่า คิดที่ค่าพ.ร.บ. 600 บาท และ ค่าประกันรถ 12,000 บาท ต่อปี

– ค่าต่อทะเบียนรายปี 1,500-3,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ สมมติว่าคิดที่ 1,500 บาทต่อปี

– ค่าบำรุงรักษา ตั้งแต่ 5,000 บาทต่อปีขึ้นไป ตามระดับของรถ สมมติว่าคิดที่ 5,000 บาทต่อปี

– ค่าเปลี่ยนยาง ทุกๆ 2 ปี หรือประมาณ 50,000 กิโลเมตร อยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อ 4 เส้น สมมติว่าคิดที่ 15,000 บาท ทุกๆ 2 ปี (หรือเฉลี่ยปีละ 15,000/2 = 7,500 บาท)

– ค่าน้ำมัน ค่าน้ำมันจะอยู่ที่การเดินทางของแต่ละคน ถ้าเราใช้ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน หรือ 48,000 บาทต่อปี ไม่น้อยเลยนะครับ

– ค่าทางด่วน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน หรือ 12,000 บาทต่อปี

– ค่าที่จอดรายเดือน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 800 บาทต่อเดือน หรือ 9,600 บาทต่อปี

– ค่าล้างรถ สมมติว่าคิดที่ประมาณ 200 บาทต่อครั้ง ล้างทุกๆ 2 เดือน รวมแล้วประมาณ 1,200 บาทต่อปี

ดังนั้น เมื่อลองคิดดูคร่าวๆแล้ว สำหรับรถทั่วไป (ราคาประมาณ 500,000-600,000 บาท) เราจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปี (ไม่รวมค่าผ่อน) รวมทั้งหมดประมาณ 600+12,000+1,500+5,000+7,500+48,000+12,000+9,600+1,200 = 97,400 บาท หรือเกือบๆปีละ 100,000 บาท +- เลยทีเดียว (ขนาดยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นอีก เช่น ค่าปรับ,ค่าที่จอดรายครั้ง ฯลฯ) ซึ่งถ้าเราจะซื้อรถทั่วไปราคา 600,000 บาท โดยผ่อน 6 ปี เท่ากับว่า ใน 6 ปีนั้น เราต้องใช้ประมาณ 1.2 ล้านบาทกันเลยทีเดียว ถ้ารถราคาแพงกว่านี้ ก็ต้องเตรียมมากกว่านี้นะครับ เห็นแบบนี้แล้วลองเปรียบเทียบทางเลือกสำหรับการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถแท๊กซี่ รถไฟฟ้า เป็นต้น ว่าราคาต่างกันมากน้อยเพียงใด

3. ความสะดวกสบายในการเดินทาง

ต้องเทียบกันว่า ระหว่างใช้รถ กับไม่ใช้รถ เรามีความสะดวก หรือมีข้อดีข้อเสียต่างกันมากน้อยแค่ไหน? เช่น ใช้รถอาจจะสะดวกตรงที่สามารถเดินทางได้เลยโดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่น แต่ต้องเผชิญกับรถติดบนท้องถนน และอาจจะหาที่จอดยากในระหว่างเดินทาง หรือถ้าใครอยู่ที่คอนโดอาจจะหาที่จอดรถไม่ได้ การซื้อรถอาจจะไม่ใช่ทางเลือกของบางคนนะครับ

4. เวลาที่ใช้ในการเดินทาง

ถ้าไม่ใช้รถ แล้วเราต้องเดินทางไปทำงานเองโดยใช้ขนส่งสาธารณะ จะใช้เวลาเดินทางต่อวันประมาณกี่ชั่วโมง เมื่อเทียบกับถ้าเราต้องขับรถ ดังนั้น ต้องดูด้วยนะครับว่าย่านที่เราอยู่อาศัยหรือเส้นทางที่เราใช้ประจำรถติดขนาดไหน ใกล้รถไฟฟ้ารึเปล่า บางครั้งการใช้การรถไฟฟ้าอาจจะทำให้เราสามารถควบคุมเวลาได้กว่าการใช้รถยนต์

5. ประโยชน์ในการทำงานหรือสร้างรายได้

นอกจากเรื่องความจำเป็นแล้ว ลองดูว่า การซื้อรถสร้างประโยชน์อะไรเพิ่มเติมให้เราได้หรือไม่ โดยปัจจุบันบางอาจชีพอาจจะจำเป็นต้องใช้รถ จะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาเลย เช่น ใช้รถเพื่อเดินทางไปหาลูกค้าหลายราย หรือรายใหญ่ๆ ปิดงานได้แล้วจะมีรายได้เข้ามามาก หรือขับ grab หรือ uberและเมื่อหักกลบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการมีรถ สุทธิแล้วอาจจะได้กำไร หรือเสียค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยกว่าการไม่ใช้รถ ถ้าแบบนี้ก็ถือว่าคุ้มที่จะซื้อครับ

6. ขนาดของครอบครัว

ถ้าเราต้องเดินทางคนเดียว เราอาจยอมลุยขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า นั่งมอเตอร์ไซค์ ได้ไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่ถ้าเราต้องเดินทางพร้อมกันหลายคน ทั้งสามี ภรรยา และลูกๆ  ก็อาจจะจำเป็นต้องใช้รถยนต์ ดังนั้น ถ้าเรามีครอบครัวแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องพิจารณามีรถเป็นของตัวเองก็อาจจะมีสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน โดยคำนึงถึงศักยภาพของพวกเราว่าสามารถซื้อรถได้ในราคาใด

7. ความชอบและแรงจูงใจส่วนตัว

ข้อสุดท้าย อาจจะไม่ใช่เรื่องของเหตุผล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ ว่าเราอยากได้รถยี่ห้อไหน รุ่นอะไร เพราะความชอบส่วนตัว สำหรับบางคน การมีรถเป็นเป้าหมายทางการเงิน อาจจะเป็นเรื่องของความต้องการ มากกว่าความจำเป็น ในแง่ดี มันก็อาจจะเป็นความฝัน ที่ช่วยให้เรามีแรงผลักดันในการทำงาน เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือในการพัฒนาตัวเองมากขึ้นก็เป็นได้ แต่ก็ควรจะใช้จุดนี้ให้ถูกทาง ไม่ลุ่มหลงจนหน้ามืด โดยดูเรื่องเหตุผลทางการเงินควบคู่กันไปด้วย

เมื่อเราทราบถึงปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องการซื้อรถแล้ว ก็นำปัจจัยต่างๆ มาวิเคราะห์ดูว่ามีความจำเป็นแค่ไหนในการซื้อรถ รวมไปถึงการคำนึงถึงว่าการเลือกซื้อรถดีกว่าการใช้รถสาธารณะหรือไม่ แล้วคุณจะพบว่าคุณควรจะซื้อรถหรือไม่ ซื้อรถประเภทใด ซื้อรถเก่าหรือรถใหม่ แต่การตัดสินใจในประเด็นต่างๆ นี้ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคนละครับ