อาหารไทยพื้นบ้านที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยใส่ใจ แต่หารู้ไม่ว่า อาหารพื้นบ้านที่บรรพบุรุษเราคิดสูตรมานั้น อุดมด้วยสมุนไพรนานาชนิด เปรียบเสมือนยาพื้นบ้านที่คนไทยโบราณรู้จักเป็นอย่างดี ดังนั้น เราจึงควรทำความรู้จักกับความดีของแกงป่า โดยนักโภชนาการสาว คุณแววตา เอกชาวนา จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้แจกแจงคุณประโยชน์ดังนี้

แกงป่าเป็นอาหารไทยที่มีรสชาติเผ็ดร้อน ช่วยไล่ลม ขับเหงื่อ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี จัดอยู่ในประเภทแกงที่ไม่มีกะทิ จึงเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่มีใยอาหารสูงโดยเฉพาะจากมะเขือพวง มะเขือเปาะ ใบกระเพรา กระชาย และมีเครื่องเทศสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลายชนิดเช่น พริกแห้ง พริกขี้หนูสด พริกไทย กระเทียม ข่า ตะไคร้ มะกรูด กะเพรา กระชาย ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งเมนูสุขภาพสำหรับทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก และผู้เป็นเบาหวานเพราะช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล และไขมัน

– พริกไทย ช่วยในเรื่องของการย่อยอาหาร ขับลม ขับเหงื่อ บรรเทาความร้อนในร่างกาย
– กระชาย ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไข้ ลดการอักเสบต้านเชื้อรา แบคทีเรีย
– พริกขี้หนู ทำให้เจริญอาหาร ขับลม ขับเสมหะสารแคปไซซินในพริกช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง
– กะเพรา ช่วยขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย ช่วยย่อยไขมัน แก้อาการจุกเสียด
– กระเทียม มีสรรพคุณขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน
– มะกรูด ช่วยขับลม แก้ไอ ขับเสมหะ
– ตะไคร้ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับปัสสาวะ

แกงป่าเป็นอาหารที่ช่วยเรื่องระบบการย่อย มีความเผ็ดร้อน รับประทานได้ทั่วไป ในฤดูหนาวหรือวันที่มีอากาศเย็น จะช่วยเพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย มีจุดเด่นที่สามารถเติมส่วนผสมประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปลา เนื้อ หมู ไก่ กุ้ง ส่วนประกอบของแกงป่ายังช่วยลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราและคนในครอบครัวแบบนี้จะรอมัวรอช้าอยู่ทำไม เตรียมข้าวสวยร้อนๆ ไว้แล้วมาลงมือทำกันเลยดีกว่า

ส่วนผสม : เครื่องน้ำพริก

– พริกขี้หนูแห้ง 25 กรัม
– หัวหอม 25 กรัม
– กระเทียม 25 กรัม
– ข่า ½ ช้อนชา
– ตะไคร้ 15 กรัม
– ผิวมะกรูด ½ ช้อนชา
– รากผักชี ½ ช้อนโต๊ะ
– พริกไทย 1 ช้อนชา
– กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ
– เกลือ ½ ช้อนชา
– ลูกผักชีคั่วป่น 1 ช้อนโต๊ะ
– ยี่หร่าคั่วป่น 1 ช้อนชา
– ข้าวสารแช่น้ำโขลก 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม : เครื่องปรุง
– น้ำ 5 ถ้วยตวง
– ปลา ½ กิโลกรัม
– มะเขือเปราะ(อ่อน) 150 กรัม
– หน่อไม้ 200 กรัม
– ถั่วฝักยาว 150 กรัม
– พริกชี้ฟ้าหั่นยาว 5 เม็ด
– กระชายซอย ½ ถ้วยตวง
– ใบกะเพราเด็ด 1 ถ้วยตวง
– น้ำปลา ¼ ถ้วยตวง
– น้ำมันถั่วเหลือง (ผัดน้ำพริกแกง) ¼ ถ้วยตวง

วิธีทำ
1.โขลกพริกไทยให้ละเอียดใส่รากผักชี ข่า ผิวมะกรูด ตะไคร้ โขลกละเอียด ใส่พริกแห้ง เกลือป่น โขลกรวมกัน ใส่กระเทียม หัวหอมโขลกกะปิ ลูกผักชีคั่วป่น ยี่หร่าคั่วป่นโขลกจนละเอียด พักไว้
2. หั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นๆ
3. ล้างผักให้สะอาด ผ่ามะเขือเปราะเป็น 4 ชิ้น แช่น้ำไว้ หั่นหน่อไม้ถั่วฝักยาวเป็นท่อนขนาด 1 นิ้ว พักไว้
4. ผัดน้ำพริกในน้ำมันผัดให้หอม ใส่น้ำตั้งไฟให้เดือด ใส่หน่อไม้ มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว พอผักสุกใส่เนื้อปลาช่อน พริกชี้ฟ้า ปรุงรสด้วยน้ำปลาใส่ใบกะเพรา ยกลง ตักเสิร์ฟขณะร้อนๆ ทานกับข้าวสวยเพิ่มไข่เจียวสักนิด บอกได้คำเดียวว่า ดีต่อใจค่ะ