สังคมกสิกรรม (VILLAGE FARMING SOCIETY) เป็นสังคมที่มีความหลากหลาย และไม่อาจสรุปว่าเป็นสมัยหินใหม่และสมัยโลหะได้  ซึ่งพบว่ามีเครื่องมือขวานหินขัดและโลหะปะปนกันอยู่ ซึ่งพบทั้งมีเหล็กกับสำริดปนกันกับพบว่าบางแห่งมีการแยกใช้สำริดกับเหล็กเช่นที่  บ้านเชียง  บ้านนาดี เป็นต้นและพบว่าบางแห่งไม่มีขวานหินขัดอยู่ด้วย

ชุมชนของสังคมกสิกรรมพบมากในภาคอีสาน เป็นชุมชนที่เริ่มต้นเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มากกว่า 5,000 ปีมาแล้วเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้รับอิทธิพลมาจากภายนอก  ชุมชนนี้นอกจากรู้จักการเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์แล้วยังรู้จักค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า   ซึ่งมีการแยกแรงงานออกมาทำอาชีพเฉพาะเช่น ช่างปั้นภาชนะดินเผา  ช่างทอผ้า  ช่างทำเครื่องมือจากโลหะ    ชาวนาและพวกเลี้ยงสัตว์   ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงานเหล่านี้

การเพาะปลูกในชุมชนนั้นส่วนใหญ่ปลูกข้าว พบที่แหล่งโบราณคดีที่โนนนกทาและที่บ้านเชียง  มีวิธีปลูกข้าวแบบเลื่อนลอย(SWIDDEN  RICE  CULTIVATION) โดยแต่ละช่วงปีนั้นจะอาศัยน้ำจากฝนและพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ โดยหว่านเมล็ดข้าวลงไป โดยไม่มีการพรวนหรือไถดิน(หรืออาจจะมีการขุดไถก็ได้) เมื่อปลูกข้าวได้สักปีสองปีก็หาที่ดินใหม่ เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์  เหมือนเร่ร่อนทำนาไปตามที่ต่างๆวนเวียนไปรอบๆที่อยู่อาศัย  หลังจาก 3,500 ปีมาแล้ว  ชุมชนของสังคมกสิกรรมได้รู้จักปลูกข้าวด้วยวิธีการกักเก็บน้ำ(INUNDATION  SYSTEM)ซึ่งทำนาโดยรู้จักใช้เหล็กเป็นทำเครื่องมือมาถากถางขยายพื้นที่ทำนา  และรู้จักเลี้ยงควายมาใช้งานเป็นเครื่องทุ่นแรงโดยมีการไถพรวนดินแล้วอาจะจะหว่านเมล็ดข้าวลงไป แทนวิธีการ การทำนาแบบเลื่อนลอยคอยย้ายที่ดินมาใช้วิธีกักเก็บน้ำใส่ไว้ในที่ดิน  หรือหาแอ่งน้ำเป็นแปลงทำนาปลูกข้าว โดยเฉพาะรู้จักยกคันดินกั้นน้ำเป็นอันนา  ทำให้ชุมชนนั้นไม่ต้องเคลื่อนย้ายที่ดินเพาะปลูกบ่อย ๆ   แต่ต้องเลี้ยงควายใช้เป็นแรงงานไถนาและขนย้ายพืชพันธ์ธัญญาหาร

ข้าวนั้นเป็นอาหารหลักของชุมชนโบราณในภาคอีสานมาหลายพันปี  การเพาะปลูกข้าวนั้นน่าจะเริ่มมาจากประเทศจีนตอนเหนือซึ่งนิยมปลูกข้าวฟ่างแล้วจึงแพร่ขยายลงมาทางภาคอีสาน  ซึ่งมีหลักฐานจากร่องรอยของแกลบข้าวหรือเปลือกเมล็ดข้าวประทับอยู่บนเนื้อภาชนะเศษดินเผาที่พบจากแหล่งโบราณคดีบนที่ราบ    และแกลบที่ฝังในสนิมเหล็กซึ่งอยู่บนอาวุธที่ทำด้วยเหล็กสมัยก่อนประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำนานั้นน่าจะสืบเนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนประชากรที่มีมากขึ้น จึงจำเป็นต้องหาวิธีการทำนาเพื่อให้มีผลผลิตเพิ่มเพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

ส่วนการเลี้ยงสัตว์นั้น สำรวจพบว่าพบโครงกระดูกวัว   กรามของหมู  ที่แหล่งโบราณคดีโนนนกทา    พบกระดูกหมาที่แหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียง เป็นหลักฐานว่าชุมชนนี้มีการเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย   เลี้ยงหมู     เลี้ยงหมา   สำหรับหมานั้นเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดเดียวที่ไม่ได้มีในพื้นที่เป็นสัตว์ที่นำจากที่แห่งอื่น(อินเดียหรือจีน)มาเลี้ยงเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว   สำหรับการล่าสัตว์นั้นพบว่า การล่าสัตว์ ดักสัตว์และจับสัตว์น้ำ ได้ทำกันมากกว่า 5,000 ปีมาแล้ว  ช่วงเวลาที่ถัดมาตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้วการล่าสัตว์และจับสัตว์น้ำก็ยังมีอยู่แต่ลดลง เนื่องจากประชากรในระยะนั้นมีความเป็นอยู่ดีขึ้นและสามารถปลูกข้าวที่มีผลผลิตเพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องล่าสัตว์หรือดักจับสัตว์      จับปลากันมากมายนัก ประกอบกับเป็นระยะเวลาที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ทำให้สัตว์ป่าพากันอพยพหาแหล่งทำกินใหม่

ในชุมชนกสิกรรมนั้นภาคอีสานรู้จักทำโลหะขึ้นก่อนแหล่งโบราณคดีอื่นในประเทศไทยคือเมื่อ 5,000 ปีรู้จักทำสำริด และเมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้วรู้จักทำเหล็ก  ต่อมาในแหล่งโบราณคดีอื่นก็พบว่ามีการทำโลหะเช่นเดียวกัน  สำหรับแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียงนั้นพบว่าเริ่มทำสำริดจากการนำทองแดงผสมกับดีบุก เมื่อประมาณ 5,500 ปีมาแล้ว  ถือว่าเก่าแก่กว่าการทำสำริดในบริเวณตะวันออกกลางที่เริ่มทำสำริดด้วยการนำทองแดงผสมกับสารหนูหรือพลวงก่อนแล้วจึงรู้จักนำทองแดงผสมดีบุก เมื่อประมาณ 3,200 ปีมาแล้ว   ก่อนการทำเหล็กจะเข้ามาแทนที่เมื่อประมาณ 3,600 ปีมาแล้ว ทำให้สำริดนั้นได้เปลี่ยนรูปแบบจากอาวุธเป็นเครื่องประดับหรืออย่างอื่นแทน  ส่วนการทำอาวุธนั้นใช้เหล็กทำ

ดังนั้นในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย ลาว จีน พม่าและกัมพูชา จึงเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีแร่ทองแดง  ดีบุกและเหล็ก   จำนวนเพียงพอจึงทำให้มีการพัฒนาการทำโลหะและภาคอีสานนั้นถือว่าเป็นแหล่งทำสำริดที่มีอายุเก่าแก่แห่งหนึ่ง

สังคมกสิกรรมนั้นเป็นชุมชนที่มีการเพาะปลูก     เลี้ยงสัตว์   ประเพณีการฝังศพ  ทำเครื่องมือ เครื่องใช้ด้วยหิน  รู้จักทำเครื่องสำริดและเครื่องมือเหล็ก  รู้จักการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนอื่นๆ    ตั้งแต่เริ่มตั้งถิ่นฐาน ในการขุดสำรวจที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง  โนนนกทา และบ้านนาดี นั้นพบว่าชั้นดินชั้นล่างสุดพบเครื่องสำริด ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก   นอกจากนี้ยังพบว่าแหล่งดีบุกนั้นอยู่ที่ลาวและแหล่งทองแดงอยู่ที่จังหวัดเลย   จึงเข้าใจว่าต้องมีการแลกเปลี่ยนโลหะทั้งสองแหล่งมาใช้ทำสำริดตั้งแต่เริ่มตั้งถิ่นฐาน     เช่นเดียวกันก็มีการแลกเปลี่ยนสินค้าอื่นๆ

 

สินค้าที่ชุมชนแต่ละแห่งใช้แลกเปลี่ยนกันนั้นคือ แร่ทองแดง  แร่ดีบุก  และแร่เกลือ ที่ใช้รักษาเนื้อสัตว์และอาหาร    มีแหล่งเกลือหลายแห่งในบริเวณรอบหนองหาน และกุมภวาปี  ซึ่งมีอายุ 2,000 ปีมาแล้ว  เป็นยุคที่ชุมชนกสิกรรมได้มีการขยายตัวมากขึ้นกว่าสังคมกสิกรรมในระยะแรกเมื่อ 6,000 ปี มาแล้ว

แหล่งโบราณคดีของสังคมกสิกรรมที่สำคัญในช่วง 3,000 ปี มาแล้วนั้นตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอีสาน เรียกว่า แอ่งโคราช  เป็นถิ่นฐานของสังคมกสิกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เช่นรู้จักวิธีทำนาโดยใช้แรงงานสัตว์เลี้ยงมาช่วยทุ่นแรง คือ เลี้ยงควายไว้สำหรับไถนาทำไร่ รู้จักสร้างเครื่องมือเหล็กมาช่วยถากถางป่าขยายพื้นที่เพาะปลูก  รู้จักระบบกักเก็บน้ำ(INUNDATION SYSTEM)มาใช้ในการปลูกข้าว เนื่องจากดินในพื้นที่นี้มีลักษณะไม่ค่อยอุ้มน้ำ มีเกลือปนและมีความซึมซาบของน้ำมาก จำนวนน้ำฝนที่ตกลงมานั้นน้อยกว่า   ต่อมาชาวนาที่ทำนาในบริเวณแอ่งสกลนครได้พากันอพยพมาทำนาที่แอ่งโคราช  ทำให้ได้เรียนรู้การทำนาใหม่ที่ให้ผลผลิตมากกว่า โดยเฉพาะทำนาด้วยวิธีกักเก็บน้ำ(ยกคันนา)และใช้ควายช่วยในการทำงานและเป็นเครื่องทุนแรงโดยวิธีไถพรวนดิน  ซึ่งเป็นการทำนาโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยการทำนาในที่ราบขั้นบันไดขั้นกลางและสูง

การติดต่อและแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนอื่นๆ นั้นในแหล่งโบราณคดีได้พบว่ามีแร่ทองแดง แร่ดีบุก  ลูกปัดหินและลุกปัดแก้ว  ลูกปัดหอยมือเสือและเกลือ  เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงแนวโน้มว่า ชุมชนกสิกรรมที่พบนั้นมีการติดต่อกับชุมชนแหล่งอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันซึ่งเป็นสินค้าชนิดใดบ้างนั้นต้องศึกษาแหล่งผลิตเช่น ลูกปัดแก้วและลูกปัดหินสีนั้นพบหลายแห่งในภาคอีสาน น่าจะเชื่อว่าพื้นที่นี้ได้มีการติดต่อกับแหล่งอารยธรรมของอินเดีย หรือ มีการนำต่อมาจากชุมชนอื่น

             สรุปได้ว่าสังคมกสิกรรมของชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ได้มีการตั้งถิ่นฐาน(SETTLEMENT PATTERN)ครั้งแรกในบริเวณที่ราบขั้นบันไดหรือตะพักลำน้ำขั้นต่ำ(LOW TERRACE)ใกล้แม่น้ำลำธารที่มีลักษณะของดินที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวมาก  ทำให้ชุมชนขยายตัวออกไปตั้งถิ่นฐานที่บริเวณที่ราบขั้นบันไดหรือบนตะพักลำน้ำขั้นกลาง  ขั้นสูง(MIDDLE  AND HIGH TERRACE)และที่ราบน้ำท่วมในบริเวณอื่น โดยอาศัยเทคโนโลยีที่สูงกว่ามาช่วย   ทำให้ชุมชนสมัยนั้นมีรูปแบบการดำรงชีวิต(SUBSISTENCE  PATTERN)โดยรู้จักการเลี้ยงสัตว์   ปลูกข้าวเป็นอาหาร    แล้วพัฒนาวิธีการล่าสัตว์ ดักสัตว์ และจับสัตว์น้ำมาเป็นอาหารด้วยเครื่องมือจับสัตว์และรู้จักติดต่อกับชุมชนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าของชุมชน  ซึ่งมีการขยายตัวการตืดต่อไปยังบริเวณอื่นๆมากมาย

                เครื่องมือเครื่องใช้ในสังคมล่าสัตว์และสังคมกสิกรรมนั้น พบว่ามีการพัฒนาเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยี(TECHNOLOGY)  กล่าวคือสังคมกสิกรรมยุคแรกนั้นมีการใช้เครื่องมือหินคือขวานหินขัด  ซึ่งอาจเครื่องมือสำริดปนอยู่บ้าง  ซึ่งต่อมาได้มีเครื่องมือที่ทำด้วยสำริดและเมื่อมีการทำเครื่องมือด้วยเหล็ก    โลหะผสมสำริดจึงถูกนำไปใช้ทำเครื่องประดับและพิธีกรรมทางศาสนาแทน เช่น กำไล   แหวน     ตุ้มหู  ห่วงสำริด   เครื่องราง เป็นต้น  ในภาคอีสานพบที่แหล่งโบราณคดีบ้านโนนนกทา  เป็นต้น   

             พิธีกรรมของสังคมมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่พบนั้นคือ การฝังศพ ซึ่งมีประเพณีมาตั้งแต่เริ่มตั้งถิ่นฐานแล้ว โดยการฝังศพนั้นพบว่ามีการขุดหลุมก่อนแล้วจึงใส่ศพลงไป  ในหลุมฝังศพนั้นส่วนมากมักมีการวางสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ตายลงไปด้วย พร้อมกับภาชนะดินเผา ที่จัดวางเป็นกลุ่ม  ทั้งในลักษณะภาชนะใสอาหารวางไว้เป็นเครื่องเซ่น  และเป็นภาชนะดินเผาขนาดต่างๆเหมือนสิ่งของเครื่องใช้ประจำตัวผู้ตายเช่นเดียวกับขวานหินขัด สร้อยลูกปัด  กำไล สำริด  แหวน   และอื่นๆ เหมือนเป็นประเพณีฝังศพที่ต้องใส่สิ่งของเหล่านี้ให้ผู้ตาย  ซึ่งมีจำนวนมากหรือน้อยตามฐานะของผู้ตาย ความเชื่อในการฝังศพนั้น เชื่อว่าผู้ตายไปแล้วย่อมต้องการอาหารและสิ่งของเครื่องใช้  ดังนั้นผู้ที่เป็นญาติที่มีชีวิตอยู่ต้องทำพิธีกรรมนำสิ่งของไปใส่อุทิศให้  เพื่อให้เกิดความพอใจแก่ผู้ตาย  หากไม่ทำก็จะทำให้เกิดความทุกข์ยาก บันดาลให้น้ำท่วมฝนแล้งในวันหน้าได้ บางแห่งไม่พบว่ามีสิ่งของอะไร ข้อที่น่าสังเกตก็คือ การวางศรีษะไปตามทิศทาง  ซึ่งพบว่ามีการวางศรีษะกันหลายทิศทาง  แต่ยังไม่พบว่ามีการฝังศพไปทางทิศใดทิศหนึ่งให้แน่นอน