อยากจะเถียงแม่… เชื่อว่ามีลูกๆ หลายคนคงมีอารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เพราะด้วยความเป็นห่วงลูก สัญชาตญาณความเป็นแม่ ก็อดไม่ได้ที่จะพร่ำสอน จนบางครั้งกลายเป็นการบ่นไปบ้าง  แต่นั้นก็ทำไปเพราะความรัก ความหวังดีและเป็นห่วงลูกนั้นเอง สำหรับลูกจะรู้สึกรำคาญ และเผลอขึ้นเสียงใส่ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจ จนทำให้เกิดความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดกันได้ วันนี้เรามีเรื่องตัวอย่างมาเตือนใจตัวเองและสอนลูก ให้รู้ว่า “แม่” คือคนที่รักและหวังดีโดยเสียสละทุกสิ่งกับเราได้มากขนาดไหน ก่อนที่จะเถียงแม่ลองทบทวนตัวเองดูว่า… คุณมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ครบหรือไม่?

เย็นวันหนึ่ง ลูกชายวัยมัธยมปลายถูกคุณแม่บ่นว่าเรื่องไม่ยอมเก็บห้องนอน กินข้าวไม่เป็นเวลา เวลาจะออกไปไหนไม่เคยบอกก่อนล่วงหน้าเลย ส่วนตัวหนุ่มน้อยทนไม่ได้ เพราะคิดว่าแม่ชอบจู้จี้จุกจิกเรื่องส่วนตัวของเขา ก็เลยเถียงแม่ออกไปด้วยเสียงอันดัง ทำให้คุณแม่ยิ่งโมโหที่ลูกชายไม่เชื่อฟัง

คุณพ่อเห็นท่าจะไม่ดี ก็เลยกันลูกชายออกมาและพาไปเดินเล่น
เดินไปด้วยกันเป็นนานสองนาน คุณพ่อจึงพูดกับลูกชายว่า
“การที่ลูกจะเถียงแม่ได้นั้น มีข้อแม้ว่า หากลูกทำได้ใน10 ข้อนี้ ลูกจึงมีคุณสมบัติที่จะเถียงแม่ได้!”
“อะไรเหรอครับ?” เด็กหนุ่มถามคุณพ่อ

“ตั้งใจฟังนะ”

1. อาเจียนหลังกินข้าวทุกมื้อเป็นเวลาสามเดือน (แพ้ท้อง)
2. หัวนมถูกกัดแต่ต้องยอมอดทนไม่กล้าตี (ช่วงที่ฟันของลูกขึ้นใหม่ๆ)
3. เอาลูกบอลใส่ท้องและเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือนเป็นเวลาสิบเดือน (ตั้งท้อง)
4. เจ็บปวดเหมือนถูกแส้เฆี่ยนตีเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง (ช่วงคลอดลูก)
5. งดน้ำแข็ง ชา กาแฟและของชอบแต่ส่งผลร้ายต่อลูกในครรภ์เป็นเวลาสิบเดือน
6. เวลานอนแต่พลิกตัวไม่ได้เป็นเวลาห้าเดือน
7. งดเที่ยว งดกระโดดโลดเต้นเป็นเวลาสิบเดือน
8. ห้ามป่วยเป็นอันขาดเป็นเวลาสิบเดือน ต่อให้ป่วยก็กินยาปฏิชีวนะไม่ได้
9. เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเช็ดอ๊วก เปลี่ยนผ้าอ้อมซักผ้าอ้อม ล้างก้นเป็นปีๆ
10. กลางคืนต้องตื่นทุกๆ สองชั่วโมง แต่ละช่วงใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีประมาณสามเดือน

พ่อลูกเดินคุยกันจนมาถึงหน้าบ้าน คุณพ่อตบบ่าลูกชายแล้วพูดว่า
“เดี๋ยวเข้าบ้านไป ให้เกียรติกับผู้หญิงของฉันด้วยนะ”
“ฮ่าๆ ครับๆ ต่อไปผมจะให้เกียรติผู้หญิงของพ่อให้มากกว่านี้ครับ”
เมื่อลูกชายเข้าบ้านก็ตรงไปกอดและขอโทษคุณแม่

เครดิต: นุสนธิ์บุคส์