hand pushing investment button with global networking concept

ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาอยู่ในแวดวงการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์เนี่ย ผมก็เห็นความเปลี่ยนแปลงค่อยข้างเยอะมากในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ รูปแบบของบริษัทใหม่ๆ ที่เข้ามาระดมทุน รวมถึงเทคนิคในการลงทุนใหม่ๆอีกด้วย สำหรับยุค Digital หรือที่เราเรียกกันว่า Thailand 4.0 ก็มีการลงทุนที่มีรูปแบบการดำเนินกิจการที่น่าสนใจในเชิงของการใช้เทคโนโลยีเข้าเป็นตัวช่วยเยอะมากครับ อาจจะยังไม่เห็นในเมืองไทยสักเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศเราจะเริ่มเห็นกันเยอะขึ้นมาก ส่วนจะเข้ามาในเมืองไทยหรือเปล่านี่ก็อีกเรื่องหนึ่งเนาะ

“วิธีวิเคราะห์แบบดั่งเดิม VS แบบยุค Digital”

หากเราไปเปิดตำราวิธีคิดในการลงทุนที่ใช้กันมาหลาย 10 ปีนั้น มีข้อแนะนำว่าเราควรจะพิจารณาในเชิงของ Top-down หรือ Bottom-up เพื่อดูว่าธุรกิจใดบ้างที่อยู่ในเทรนด์ของการเติบโตตามวงรอบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยเราจะมองปัจจัยด้านต่างๆ ในเชิงด้านคุณภาพ และการแข่งขันของตัวบริษัทเพื่อหา Durable Competitive Advantage (DCA) หรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัทนั้นๆ เพื่อจะนำมาเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้เราแน่ใจได้ว่าในระยะยาวนั้นความสามารถดังกล่าวจะทำให้กิจการเอาชนะคู่แข่งได้ในท้ายที่สุด นอกเหนือจากนั้นการดูความสามารถในการแข่งขันแล้วก็ยืนยันด้วยตัวเลขทางการเงินในเรื่องการเติบโตและควรดูประเมินคุณค่าของกิจการเพื่อหาราคาที่น่าลงทุนในลำดับต่อไป

แต่ในยุคของ Thailand 4.0 โดยส่วนตัวของผมมองว่าความสามารถในการแข่งขันนั้นอาจจะถูกทำลายได้ง่ายมากโดยการปฏิวัติเทคโนโลยี ไม่ว่าบริษัทที่เราลงทุนอยู่นั้นเดิมทีจะมีการผูกขาด หรือจะเป็นเรื่องของทางนโยบาย จำนวนสาขา จำนวนผู้บริโภค แต่ถ้าหากมีเทคโนโลยีบางอย่างทีเกิดมาเพื่อทำให้เสียระบบ (Disrupt) ธุรกิจได้ ก็ทำให้ธุรกิจเดิมๆ ไปต่อไม่ถูกเช่นกันแม้เดิมทีจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่สูงมากก็ตาม

มาดูภาพตัวอย่างกรณีของ Amazon กันครับ

Ecosystem Thinking วิธี ‘คิด’ ก่อนลงทุนในยุค Digital
http://edition.cnn.com/2012/09/07/tech/mobile/kindle-direct-publish/index.html

Amazon เป็นตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากในต่างประเทศและเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจหนังสือ eBook อย่าง Kindle ขึ้นมา จากภาพเราจะเห็นได้ว่า การเติบโตของหนังสือแบบเป็นที่เล่มจับต้องได้นั้น มีการเติบโตมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1996 แต่พอหนังสือ eBook อย่าง Kindle เกิดขึ้นมา มันกลับใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ในการสร้างยอดขายเท่ากับหนังสือเป็นเล่มที่สร้างมาเป็น 10 ปีได้

ความลับของ Kindle นั้นอยู่ที่วิธีการใช้ Ecosystem Thinking ของทาง Amazon ครับ จากที่ตัวผมเองเคยได้เข้าไปขาย eBook ในนั้น ผมพบว่าจุดที่เขาได้เปรียบมากมีดังนี้

1. Amazon มีระบบที่สนับสนุนให้นักเขียนเข้ามาใช้ Platform ของเขาได้ โดยมีผู้แต่งหนังสือแล้วนำอีบุ๊คเข้ามา Upload ลงไปในเวป Kindle ของ Amazon พอมีผู้สนใจก็ก็สามารถซื้อหนังสือ eBook ที่วางขายใน Amazon เป็นของตัวเองอย่างง่ายดาย

2. การออกหนังสือเป็นเล่มในแต่ละครั้งมีต้นทุนที่สูงมาก แต่สำหรับการออกหนังสือ eBook มันไม่ต้องตีพิมพ์อะไรเพียงแค่อ่านในเครื่อง Kindle ผมจึงเห็นว่ามันทำให้ต้นทุนถูกกว่าและสามารถออกหนังสือได้รวดเร็วกว่ามาก และนั่นทำให้นักเขียนหน้าใหม่ๆ แจ้งเกิดพร้อมสร้างรายได้กับธุรกิจด้านนี้ แต่ถ้าอยากได้เป็นเล่มก็มีนะ เพราะเขามีระบบ Print on Demand ให้อีกด้วย

3. Platform ของ Amazon นั้นสามารถทำให้ใครต่อใครเข้าถึงหนังสือได้ง่ายสะดวก ไม่ต้องเสียเวลาเดินผ่านไปร้านหนังสือเลย แค่เราเปิดเว็บไซต์แล้วกดสั่งซื้อทำการดาวน์โหลดก็เป็นอันเสร็จ แค่นี้เราก็สามารถอ่านหนังสือที่ตัวเองต้องการได้เลยทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่หนังสือไม่มีวันหมดอีกด้วย

4. ด้านการกระจายสินค้านั้นเราไม่ต้องผ่านร้านหนังสือเลย ทำให้ Amazon สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักเขียนได้ในระดับสูง ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของนักเขียนเพิ่มขึ้นอันเป็นการส่งเสริมแรงจูงใจให้แก่นักเขียนมากขึ้นด้วย

5. สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทุกอย่างทำในระบบทั้งสิ้น ซึ่ง Amazon สามารถเห็นข้อมูลทุกอย่างของผู้เขียนและผู้อ่านได้ว่า Trend ไหนจะมา ลูกค้าคนไหนกำลังต้องการสินค้าอะไรและบริการอะไร ซึ่งข้อมูลที่สำคัญอย่าง Big Data นั้นสามารถทำไปเพื่อพัฒนาในด้านต่างๆ ได้ในอนาคตได้

Amazon ทำธุรกิจในส่วนนี้ทำให้ภาพรวมธุรกิจของเขาเติบโตอย่างเห็นได้ชัดจากการที่เอาคนเข้ามาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เขาสร้างขึ้น จะเห็นได้ว่า ด้วยมิติและวิธีคิดใหม่ๆ มีเทคโนโลยีเป็นกุญแจหลักในการแข่งขันและสามารถสร้างผลกระทบให้กับวงการหนังสือได้อย่างมากเลยทีเดียว คนจะหันมาอ่านหนังสือ Online เพราะว่าสะดวกมากขึ้น นักเขียนก็ใช้ Amazon เป็นช่องทางในการผลิตสินค้าได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอการตีพิมพ์แบบเดิมๆ อีกแล้ว และตัวผู้อ่านก็มองว่าแค่ค้นหาเรื่องที่เราอยากจะอ่านใน Amazon ก็จะเจอทันทีเลย โดยไม่ต้องไปถามที่ร้านหนังสืออีกเลย

นอกจาก Amazon แล้วเราจะเห็นได้ว่า หลากหลายธุรกิจเริ่มได้ใช้หลักการพัฒนาเชิง Ecosystem Thinking อีกด้วย เช่น Apple กับการพัฒนา Application โดยไม่ใช่แค่จำหน่ายมือถือเพียงอย่างเดียวแบบเมื่อก่อน ส่วนทางด้าน Facebook และการทำธุรกิจให้กลายเป็นช่องทางสื่อออนไลน์มากขึ้น และทาง Alibaba เข้ามาสร้าง Platform สำหรับ SME เป็นต้น จะเห็นได้ว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะไม่ดีแต่บริษัทเหล่านี้ก็ยังขยาย Ecosystem ของตัวเองได้อยู่เรื่อยๆ ครับ