หลักการวิจัยและพัฒนา (R&D: Research & Development) เป็นหลักการที่ว่าด้วยปรัชญา ‘ทุกอย่างย่อมพัฒนาและปรับปรุงขึ้นไปได้อีก’ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการให้ดียิ่งขึ้นไป

R&D ได้ถูกนำไปใช้ไปอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นชื่อตำแหน่ง แผนก หน่วยงาน แต่ละบริษัทก็มีความหมายและหน้าที่ที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมๆ แล้วก็คือการทำวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของตัวสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการนั่นเอง ไม่ว่าจะในทางตรงหรือทางอ้อม (เช่นการพัฒนาองค์ความรู้ หรือพนักงาน เพื่อให้สินค้าและบริการคุณภาพดีขึ้น)

ทุกวันนี้บริษัทต้องปรับตัวไปตามยุคสมัย และกระแสเศรษฐกิจ ทำให้แนวคิดในการทำ R&D ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ แต่ละที่ล้วนใช้เป็นเครื่องมือเชิงรุกเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจ

โดยกระบวนการทำ R&D นั้น ไม่ว่าจะบริษัทชั้นนำของโลก หรือ SMEs ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น โดยการเริ่มต้นระดมความคิดของพนักงานเป็นอย่างแรก และค่อยต่อยอดไปเป็นการวิจัยและพัฒนานั่นเอง

 

► เพราะอะไรถึงต้องทำ R&D?

  1. เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ ได้สินค้าหรือบริการที่ตรงตามความคาดหวัง
  2. เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือบริการนั้นๆ ทำให้เกิดกำไรแก่บริษัทมากขึ้น
  3. ผู้ประกอบการ และพนักงานเกิดความภาคภูมิใจในสินค้าหรือบริการของบริษัท ทำให้เกิดความฮึกเหิม ตั้งใจทำงาน และซื่อสัตย์กับองค์กร
  4. เป็นตัวอย่างที่ดีแก่หน่วยงานอื่นๆขององค์กรในด้านไม่หยุดคิดหยุดพัฒนา ทำให้องค์กรเกิดการยกระดับคุณภาพ

► ช่วงเวลาไหนที่”ต้อง”ทำ R&D?

1. เมื่อความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป

หากเทรนด์ของตลาดเปลี่ยนไป ธุรกิจก็ควรจะต้องปรับตัวตาม ความต้องการของลูกค้านั้นพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและกระแสสังคมเสมอๆ

2. เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป

เทคโนโลยีคือสิ่งที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้ และส่งผลต่อการกระทำ ความคิด การใช้ชีวิตของคน เมื่อถึงยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ธุรกิจต่างๆก็ควรต้องเปลี่ยนแปลงตาม เช่นยุคสมัยนี้ แม้แต่ธุรกิจหมื่นพันล้านก็ยังต้องเปิดเว็บไซต์ให้สั่งของออนไลน์ หรืออย่างกรณีบริษัทขายเทปเพลงที่ต้องหันมาขายเป็นซีดี ดีวีดีแทน ส่วนตอนนี้ก็ต้องหันมาขายเป็นไฟล์ออนไลน์เก็บค่าบริการรายเดือนแทนแผ่นซีดี ดีวีดี ที่คนนิยมซื้อน้อยลง

3. เมื่อตลาดถึงจุดอิ่มตัว

บางครั้งการทำธุรกิจอาจจะเจอกับกำแพงที่เรียกว่าทางตัน.. สินค้าหรือบริการที่ขายอยู่นั้นเลิกเป็นที่สนใจของตลาด ยอดขายตกฮวบ และไม่มีลูกค้าใหม่ นี่แหละ คือเวลาที่คุณจะต้องทำ R&D และคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมานั่นเอง

4. เมื่อคู่แข่งพัฒนา

แข่งกับตัวเองนั้นยังไม่ดีพอในโลกของธุรกิจ หากคู่แข่งมีการออกสินค้า ผลิตภันฑ์อะไรใหม่ และดูท่าจะไปได้สวย ดีกว่าสินค้าเดิมของเขาและของเรา จะอยู่เฉยก็คงไม่ได้ ต้องพัฒนาและวิจัยผลิตภันฑ์ของเราให้ทัดเทียม หรือมีจุดเด่นที่แตกต่างไป

 

► แล้วจะใช้ R&D มุ่งพัฒนาอะไรดี?

 หากยังนึกภาพไม่ออกว่าจะนำหลักการ R&D ไปใช้ในส่วนไหน ทำอะไรดี ในทางปฏิบัติแล้วก็ต้องคิดว่า ทำอย่างไรลูกค้าจึงจะพอใจมากที่สุด ลูกค้าต้องการอะไร ส่วนในทางทฤษฎีก็จะแบ่งออกเป็นมุมมอง 5 ประเภท ได้แก่

1.คุณภาพด้านเทคนิค

เช่น การสร้างมือถือที่ใช้งานได้ต่อเนื่องนานขึ้นเร็วขึ้น ลื่นขึ้น กว่าสินค้ารุ่นก่อน

2.คุณภาพในด้านเวลา

เช่น เวลาที่ใช้จัดส่ง เวลาในการผลิต เวลาในการบริการลูกค้าในเรื่องของการเคลม ส่งซ่อม และอื่นๆ

3.คุณภาพทางจิตวิทยา

เช่นการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ว่าเป็นแบรนด์รักธรรมชาติ ลูกค้าที่ใช้ผลิตภันฑ์ก็จะเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ใช้สินค้าที่ไม่มีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ดาราดัง ภาพลักษณ์ดีในการโฆษณา ก็จะทำให้ลูกค้าคิดว่าถ้าใช้แล้วจะได้เหมือนดาราคนๆนั้นบ้าง หรืออย่างน้อยก็มีภาพลักษณ์ว่าเป็นแบรนด์ที่หรูหรา จ้างดาราได้แปลว่าของดีไม่ใช่ตลาดนัด

4.คุณภาพหลังการขาย

เช่น การรับประกัน การรับเคลม การชดใช้ในกรณีที่สินค้าเสียหาย ชำรุด หลุดQC

5.คุณภาพด้านคุณธรรมและจริยธรรม

เช่น การไม่ผูกขาดธุรกิจ การที่นำกำไรของบริษัท บริจาคช่วยเหลือคนเดือดร้อนเป็นประจำ การไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ไม่ทำอะไรที่ขัดกับศีลธรรม แม้ว่าจะถูกต้องตามกฎหมาย

► ทำ R&D ให้ตรงจุดทำอย่างไร?

เอาล่ะ เรารู้แล้วว่าเราอยากจะพัฒนาอะไร.. แล้วยังไงต่อ? ถ้ายังไม่รู้ว่าจะทำยังไง เราขอแนะนำให้ลองทำตามขั้นตอนนี้ดู

1. ตั้งเป้าหมายของการทำ R&D

กำหนดเป้าหมายออกมาว่าต้องการผลลัพธ์ที่ตรงไหน โดยเอาเป้าหมายที่พอเป็นไปได้ อาจจะเหนือกว่าความคาดหวังจริงสักหน่อย เป็นการท้าทายตัวเอง แต่ถ้าสูงเกินกำลัง จะทำให้เกิดอาการท้อเสียเปล่าๆ

2. ศึกษาสิ่งที่ต้องการพัฒนา

การจะพัฒนาสิ่งใดได้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจสิ่งนั้นๆให้ถี่ถ้วนก่อน ถึงจุดดี จุดด้อย โดยปกติก็มีรายละเอียดทางเทคนิคอยู่ 2 แบบที่จำเป็นต้องเข้าใจ

2.1 หลักการพื้นฐาน ได้แก่ หลักการทำงาน หลักการออกแบบ หลักการทางวิชาการ หลักการคำนวณด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์

2.2 หลักการผลิต ได้แก่ วิธีผลิต ชนิดของเครื่องจักรที่ใช้ วัตถุดิบที่ใช้ วัสดุที่ใช้ กฎหมายควบคุม มาตรฐานการตรวจสอบ รายระเอียดในการทำผลิตภัณฑ์นั้นๆ

3. แนวทางการดำเนินงาน

การวิจัยและพัฒนาใดๆก็ตามต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หาไม่แล้ว นั่นไม่ใช่การวิจัยและพัฒนาที่ถูกต้อง โดยปกติแล้วการพิจารณาจะต้องผ่านขั้นตอนดังนี้

3.1 พิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

3.2 พิจารณาจากผู้มีประสบการณ์ด้านนั้นๆ

3.3 พิจารณาจากสมมุติฐานของตนเอง

3.4 พิจารณาจากความเหมาะสมขององค์กร

4. เลือกใช้บุคลากรที่มีศักยภาพ

การเลือกใช้คนเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดในการวิจัยและพัฒนา จะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นขึ้นอยู่กับบุคลากรเกินกว่า 70-80 % เลยทีเดียว หลักการที่จะดูว่าคนๆนั้นเหมาะสมกับงาน R&D หรือไม่ พิจารณาได้ที่

4.1 เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในสิ่งที่จะพัฒนา

4.2 เป็นคนที่ยังพัฒนาและเรียนรู้ต่อไปได้ ไม่ย่ำอยู่ที่จุดเดิม

4.3 เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์สามารถเห็นได้ทั้งภาพรวม และรายละเอียดปลีกย่อย

4.4 เป็นคนที่สามารถทำงานเป็นทีมได้ ไม่ใช่เก่งแต่ฉายเดี่ยว

4.5 มีทักษะในการประยุกต์สูง มีจินตนาการ

การที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพและความสามารถนั้น สำคัญกว่าการมีบุคลากรเยอะๆ

5.เตรียมพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น

การพัฒนาและวิจัยไม่ใช่สิ่งที่แค่นึกแล้วก็จะทำได้ หลายๆครั้งจำเป็นจะต้องพึ่งพาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ หากตั้งเป้าหมายไว้แล้ว จ้างบุคลากรเสร็จเรียบร้อย แต่มารู้ทีหลังว่า ไม่สามารถหาเครื่องมือและอุปกรณ์นั้นๆมาใช้ได้ ทุกอย่างก็คงดูไม่จืดเอาซะเลย

 

 

► จะเริ่มต้นทำ R&D ยังไงดี ถ้าไม่ใช่องค์กรใหญ่ๆ?

หลักการทำ R&D อาจจะฟังแล้วดูยิ่งใหญ่ ซับซ้อน เข้าใจได้ยาก ต้องตั้งทีมวิจัยค้นคว้า มีทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เหมือนกับเป็นสิ่งที่องค์กรใหญ่ๆเท่านั้นถึงจะทำกัน แต่จริงๆแล้วแก่นของหลักการ R&D ก็คือการพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น ตรงใจ และตรงความต้องการของลูกค้าเท่านั้นเอง หมั่นสอบถามความคิดเห็นของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ และนำมาปรับปรุง การพยายามตามเทรนด์สินค้า พยายามถ่ายรูปสินค้าให้ดูน่าใช้ น่าซื้อมากขึ้น แค่นั้นก็คือการทำ R&D แล้ว